วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

แรม (Ram) (Random Access Memory) และประเภทของ RAM




RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า มาเลี้ยง ข้อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยความจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output) โดยที่เนื้อที่ของหน่วยความจำหลักแบบแรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
     1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้าโดย ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
     2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล
     3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออก ยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ
     4. Program Storage Area เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่ง ชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วน นี้ไปที่ละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสั่งให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ


Module ของ RAM 

RAM ที่เรานำมาใช้งานนั้นจะเป็น chip เป็น ic ตัวเล็กๆ ซึ่งส่วนที่เรานำมาใช้เป็นหน่วยความจำหลัก จะถูกบัดกรีติดอยู่บนแผงวงจร หรือ Printed Circuit Board เป็น Module ซึ่งมีหลัก ๆ อยู่ 2 Module คือ SIMM กับ DIMM




SIMM หรือ Single In-line Memory Module 
โดยที่ Module ชนิดนี้ จะรองรับ data path 32 bit โดยทั้งสองด้านของ circuit board จะให้สัญญาณ เดียวกัน

DIMM หรือ Dual In-line Memory Module 
     โดย Module นี้เพิ่งจะกำเนิดมาไม่นานนัก มี data path ถึง 64 บิต โดยทั้งสองด้านของ circuited board จะให้สัญญาณที่ต่างกัน ตั้งแต่ CPU ตระกูล Pentium เป็นต้นมา ได้มีการออกแบบให้ใช้งานกับ data path ที่มากว่า 32 bit เพราะฉะนั้น เราจึงพบว่าเวลาจะใส่ SIMM RAM บน slot RAM จะต้องใส่เป็นคู่ ใส่โดด ๆ แผง เดียวไม่ได้ 
     Memory Module ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบคือ 30-pin, 72-pin, 168-pin ที่นิยมใช้ในเวลานี้คือ 168-pin

ชนิดและความแตกต่างของ RAM

Dynamic Random Access Memory (DRAM) 
     DRAM จะทำการเก็บข้อมูลในตัวเก็บประจุ (Capacitor) ซึ่งจำเป็นต้องมีการ refresh เพื่อ เก็บข้อมูล ให้คงอยู่โดยการ refresh นี้ทำให้เกิดการหน่วงเวลาขึ้นในการเข้าถึงข้อมูล และก็เนื่องจากที่มันต้อง refresh ตัวเองอยู่ตลอดเวลานี้เองจึงเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า Dynamic RAM

Static Random Access Memory (SRAM) 
     จะต่างจาก DRAM ตรงที่ว่า DRAM ต้องทำการ refresh ข้อมูลอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะที่ SRAM จะเก็บข้อมูล นั้น ๆ ไว้ และจำไม่ทำการ refresh โดยอัตโนมัติ ซึ่งมันจะทำการ refresh ก็ต่อเมื่อ สั่งให้มัน refresh เท่านั้น ซึ่งข้อดีของมันก็คือความเร็ว ซึ่งเร็วกว่า DRAM ปกติมาก แต่ก็ด้วยราคาที่สูงว่ามาก จึงเป็นข้อด้อยของมัน


DRAM






คือ เมโมรี่แบบธรรมดาที่สุด ซึ่งความเร็วขึ้นอยู่กับค่า Access Time หรือเวลาที่ใช้ในการเอาข้อมูลในตำแหน่งที่เราต้องการออกมาให้ มีค่าอยู่ในระดับนาโนวินาที (ns) ยิ่งน้อยยิ่งดี เช่น ชนิด 60 นาโนวินาที เร็วกว่าชนิด 70 นาโนวินาที เป็นต้น รูปร่างของ DRAM เป็น SIMM 8 บิต (Single-in-line Memory Modules) มี 30 ขา DRAM ย่อมาจาก Dynamic Random Access Memory


Fast Page DRAM



ปกติแล้วข้อมูลใน DRAM จึงถูกเก็บเป็นชุด ๆ แต่ละชุดเรียกว่า Page ถ้าเป็น Fast Page DRAM จะเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าปกติสองเท่าถ้าข้อมูลที่เข้าถึงครั้งที่แล้ว เป็นข้อมูลที่อยู่ใน Page เดียวกัน Fast Page DRAM เป็นเมโมรี่ SIMM 32 บิตมี 72ขา (Pentium มีดาต้าบัสกว้าง 64 บิตดังนั้นจึงต้องใส่ SIMM ทีละสองแถวเสมอ)

EDO RAM




EDO Ram นำข้อมูลขึ้นมาเก็บไว้ใน Buffer ด้วย เพื่อว่า ถ้าการขอข้อมูลครั้งต่อไป เป็นข้อมูลในไบต์ถัดไป จะให้เราได้ทันที EDO RAM จึงเร็วกว่า Fast Page DRAM ประมาณ 10 % ทั้งที่มี Access Time เท่ากัน เพราะโอกาสที่เราจะเอาข้อมูลติด ๆกัน มีค่อนข้างสูง EDO มีทั้งแบบ SIMM 32 บิตมี 72 ขา และ DIMM 64 บิตมี 144 ขา คำว่า EDO ย่อมาจาก Extended Data Out

SDRAM



เป็นเมโมรี่แบบใหม่ที่เร็วกว่า EDO ประมาณ 25 % เพราะสามารถเรียกข้อมูลที่ต้องการขึ้นมาได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้เวลาผ่านไปเท่ากับ Access Time ก่อน หรือเรียกได้ว่า ไม่มี Wait State นั่นเอง ความเร็วของ SDRAM จึงไม่ดูที่ Access Time อีกต่อไป แต่ดูจากสัญญาณนาฬิกาที่ โปรเซสเซอร์ติดต่อกับ Ram เช่น 66, 100 หรือ 133 MHz เป็นต้น SDRAM เป็นแบบ DIMM 64 บิต มี 168 ขา เวลาซึ้อต้องดูด้วยว่า MHz ตรงกับเครื่องที่เราใช้หรือไม่ SDRAM ย่อมาจาก Sychronous DRAM เพราะทำงาน "sync" กับสัญญาณนาฬิกาบนเมนบอร์ด

SDRAM II (DDR)




DDR (Double Data Rate) SDRAM มีขา 184 ขา มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 2 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 2 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล และมีความเร็วมากกว่า SDRAM เช่น ความเร็ว 133 MHz คูณ 2 Pipline เท่ากับ 266 MHz

RDRAM




RDRAM หรือที่นิยมเรียกว่า RAMBUS มีขา 184 ขา ทำมาเพื่อให้ใช้กับ Pentium4 โดยเฉพาะ(เคยใช้กับ PentiumIII และ Chipset i820 ของ Intel แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบไฟจึงยกเลิกไป) มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 4 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 4 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล เช่น RAM มีความเร็ว BUS = 100 MHz คูณกับ 4 pipline จะเท่ากับ 400 MHz เป็นเมโมรี่แบบใหม่ที่มีความเร็วสูงมาก คิดค้นโดยบริษัท Rambus, Inc. จึงเรียกว่า Rambus DRAM หรือ RDRAM อาศัยช่องทางที่แคบ แต่มีแบนด์วิทด์สูงในการส่งข้อมูลไปยังโปรเซสเซอร์ ทำให้ความเร็วในการทำงานสูงกว่า SDRAM เป็นสิบเท่า RDRAM เป็นทางเลือกทางเดียวสำหรับเมนบอร์ดที่เร็วระดับหลายร้อยเมกกะเฮิร์ดซ์ มีแรมอีกชนิดหนึ่งที่ออกมาแข่งกับ RDRAM มีชื่อว่า Synclink DRAM ที่เพิ่มความเร็วของ SDRAM ด้วยการเพิ่มจำนวน bank เป็น 16 banks แทนที่จะเป็นแค่ 4 banks


ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/tech03/18/ram.html

 

หน่วยความจำแคช (Cache)

 

              แคช (CACHE) คือ หน่วยความจำภายในชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็ก  และมีความเร็วสูง  จากโครงสร้างหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการจัดโครงสร้างเป็นแบบลำดับชั้น  หน่วยความจำแคช (CACHE) เป็นลำดับชั้นที่อยู่ถัดลงมาจากลำดับชั้นสูงสุด  ซึ่งแคชหากมีหลายระดับ เรียกว่าแคช ระดับ L1,L2,…

แคช มักถูกเชื่อมต่อเข้ากับหน่วยความจำหลักซึ่งมักถูกซ่อนเอาไว้จากผู้เขียนโปรแกรม  หรือแม้กระทั่งตัวโปรเซสเซอร์เอง  คือจะทำงานอัตโนมัติ  สั่งการให้ทำงานตามที่ต้องการโดยตรงไม่ได้  จึงเปรียบเสมือนบัฟเฟอร์เล็กๆ ระหว่างหน่วยความจำหลักกับรีจิสเตอร์ในโปรเซสเซอร์




รูปที่ 1 แสดงถึงสถาปัตยกรรมหน่วยความจำภายในคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน


ลักษณะพื้นฐานของหน่วยความจำแคช (Cache)

                หน่วยความจำแคชสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นหน่วยความจำที่ทำงานได้เร็วที่สุด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยความจำหลักโดยตรง  ในเวลาเดียวกันก็ต้องการให้มีขนาดใหญ่ที่สุดในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป   โดยรูปที่ 2  แสดงให้เห็นถึงความเร็วในเครื่องคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำหลักที่มีความเร็วต่ำ (เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของซีพียู)  ที่มีปริมาณมาก  และมีหน่วยความจำแคชที่เร็วกว่าแต่มีขนาดเล็ก


รูปที่ 2 แสดงหน่วยความจำ Cache และหน่วยความจำหลัก


โดยปกติหน่วยความจำแคช จะเก็บสำเนาของข้อมูลบางส่วนในหน่วยความจำหลักเอาไว้  เมื่อโปรเซสเซอร์ต้องการอ่านข้อมูลจำนวนหนึ่ง word ในหน่วยความจำ  ข้อมูลส่วนนั้นจะถูกตรวจสอบว่ามีอยู่ในแคชหรือไม่ ถ้ามีจะนำข้อมูลในแคชไปใช้  ถ้าไม่มีอยู่  ก็จะเกิดการคัดลอกสำเนาข้อมูลหนึ่งบล็อกจากหน่วยความจำหลักมายังแคช แล้วจึงนำ word ที่ต้องการส่งต่อไปให้โปรเซสเซอร์ในภายหลัง  เนื่องจากปรากฏการณ์การอ้างอิงในพื้นที่เดียวกัน (locality of reference) จะทำให้การอ้างอิงข้อมูลในหน่วยความจำครั้งต่อๆไปเป็นการอ้างอิงที่เดิมหรือตำแหน่งใกล้เคียงจุดเดิม  ดังนั้นการคัดลอกข้อมูลหนึ่งบล็อกจากหน่วยความจำหลักมายังแคช จะสามารถถูกนำมาใช้งานได้ในระยะหนึ่ง  ก่อนที่จะมีการคัดลอกข้อมูลในครั้งต่อไป



รูปที่ 3 แสดงการอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำ Cache

จากรูปแสดงขั้นตอนในกระบวนการอ่านต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ซึ่งสะท้อนให้เห็นโครงสร้างของส่วนประกอบภายในดังนี้


รูปที่ 4 แสดงโครงสร้างหน่วยความจำ Cache โดยทั่วไป

         จากรูปโครงสร้างนี้แคชเชื่อมต่อกับโปรเซสเซอร์ผ่านสายสัญญาณข้อมูล  3 สาย  ได้แก่ สายบอกตำแหน่งที่อยู่  สายควบคุมการทำงาน  และสายสัญญาณข้อมูล  สายบอกตำแหน่งที่อยู่จะเชื่อมต่อเข้ากับบัฟเฟอร์  ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับสายบัสหลักของระบบที่นำไปสู่หน่วยความจำหลัก  เมื่อสามารถค้นพบข้อมูลที่ต้องการในแคช (เรียกว่า cache hit)  บัฟเฟอร์สำหรับข้อมูลและตำแหน่งข้อมูลจะถูกสั่งไม่ให้ทำงาน (disable)  และสื่อสารจะเกิดขึ้นระหว่างโปรเซสเซอร์กับแคช  โดยไม่มีการใช้บัสหลักด้วย  แต่ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลที่ต้องการในแคชได้ (เรียกว่า cache miss)  ตำแหน่งข้อมูลที่ต้องการจะถูกส่งเข้าไปในบัสหลัก  ข้อมูลในหน่วยความจำหลักจะถูกส่งมาที่บัฟเฟอร์ โปรเซสเซอร์  และเข้าเก็บไว้ในแคชตามลำดับ

ที่มา : http://srb1.go.th/kowjumpa/computer/lesson3_3.html
ที่มา :  http://www.vcharkarn.com

หน่วยความจำหลัก



          หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมทั้งตัวคำสั่งในโปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะกำลังทำงานอยู่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

          1. แรม (Random Access Memory : RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ เพื่อการเขียนและการอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือ เรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลใดก็ได้ หน่วยความจำนี้เรียกว่า แรม หน่วยความจำประเภทนี้จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีกระแสไฟฟ้ายังจ่ายให้วงจร หากไฟฟ้าดับเมื่อใด ข้อมูลก็จะสูญหายทันที
          เครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ถ้ามีหน่วยความจำแรมมากๆ จะทำให้สามารถใช้งานโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ๆ ได้ดีด้วย หน่วยความจำที่นิยมในปัจจุบันจะประมาณ 32, 64, 128, 256 เมกะไบต์ เป็นต้น



 2.  รอม (Read Only Memory : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึง โดยสุ่มหน่วยความจำประเภทนี้มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมสำคัญบางอย่าง เพื่อว่าเมื่อเปิดเครื่องมา ซีพียูจะเริ่มต้นทำงานได้ทันทีข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้ซึ่งข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป  


ไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอาจมีขนาดของหน่วยความจำหลักแตกต่างกันตามแต่ความต้องการ ปัจจุบันเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่มีความจุมากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรจุโปรแกรมขนาดใหญ่ได้  


ที่มา : ที่มา  :  http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_4/index.html-overview.htm

การออกแบบ Microprocessor 64 bit ใน PC



Merced (chip-64-bit microprocessor)

Merced เป็นชื่อรหัส ของไมโครโพรเซสเซอร์ 64 บิต จาก Intel ที่จะเริ่มปรากฏใน เวิร์กสเตชัน และเครื่องแม่ข่ายระดับ enterprise ในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยรุ่นแรกของ Intel คือ 1A –64 โดยมี bandwidth ของ I/O ที่ใหญ่ขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับไมโครโพรเซสเซอร์ 32 บิต ทำให้มีความสามารถ และเป็นไปได้ในการติดต่อแบบ dynamic กับภาพเสมือนของแบบจำลองแบบอ๊อบเจค

Microsoft กำลังทำงานกับเวอร์ชันใหม่ของ Windows NT ในการใช้ Merced ส่วน Siemans-Nixdof และ Hewlett-Packard เป็นผู้ผลิตที่กำลังวางแผนเวิร์กสเตชัน ที่ใช้ในไมโครโพรเซสเซอร์ Merced เนื่องจากโพรเซสเซอร์ 64 บิต สัญญาที่จะเพิ่มความสามารถของคอมพิวเตอร์ จะทำให้การประยุกต์ใหม่ ของงานศิลปะดิจิตอล และวิศวกรรม จะทำให้การตอบสนองเป็นแบบ real-time และการทำงานแบบกลุ่มบนเว็บ สำหรับการออกแบบงานศิลป์และวิศวกรรม การคำนวณเสมือน จะทำให้บริษัทที่ใช้ฐานข้อมูลแบบดั้งเดิมสามารถแปลง หรือหาการประยุกต์ในการดูข้อมูล และความสัมพันธ์ของข้อมูล เชิงกราฟฟิก


ที่มา :  http://www.bcoms.net/dictionnary/detail.asp?id=322

Microcontroller คืออะไร


Microcontroller  คืออุปกรณ์ควบคุมขนาดเล็ก ที่บรรจุความสามารถที่คล้ายคลึงกับเครื่องคอมพิวเตอร์
ไว้ภายในไมโครคอนโทรลเลอร์ ดังนี้

             1. ซีพียู (หน่วยประมวลผล : CPU)
             2. หน่วยความจำชั่วคราว (RAM)
             3. หน่วยความจำถาวร (ROM)
            4. ขาวงจรขนานทั้งอนาลอคและดิจิตอล ในการรับส่งข้อมูล(Paralled digital and analog I/O)



                                                       การส่งข้อมูลของ Microcontroller 

ซึ่ง เป็นส่วนประกอบหลักสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยทำการบรรจุเข้าไว้ในรูปแบบอุปกรณ์ที่มีวงจรและชิปขนาดเล็ก โดยนำไปใช้งานในเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เช่น ทีวี วิทยุ เครื่องซักผ้า และอื่น ๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Embended System (ระบบสมองกลฝังตัว)




  สถาปัตยกรรมพื้นฐานของ Microcontroller

 เราสามารถเพิ่มคำสั่งในการควบคุม Microcontroller ได้ด้วยการเขียนโปรแกรม เช่น

  • ภาษา Assemble(Low Level) เขียนโปรแกรมหลายบรรทัด แต่การทำงานของ micro controller มีความเร็วสุดเพราะถูกคอมไพล์เป็นภาษาเครื่อง
  • ภาษา C(Middle Level)เขียน โปรแกรมจำนวนน้อยบรรทัดกว่า ภาษา Assemble ทำงานจะช้ากว่าเป็นวินาที แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ได้พัฒนาจนมีความเร็วในการทำงานของ micro controller ให้ทำงานรวดเร็วจนเกือบเทียบเท่า ภาษา Assemble แล้ว
  • ภาษาสแตมป์ จัดเป็นภาษาที่ช่วยให้การโปรแกรมอุปกรณ์ด้วยภาษาที่คนส่วนมากพื้นความรู้ อยุ่แล้วมาต่อยอด ในการพัฒนาระบบไมโครคอนโทลเลอร์ ด้วยตระกูล PIC(Stamp)
  • ภาษา Basic Stamp
  • ภาษา Java Stamp
 แต่การใช้ภาษา Stamp ในการพัฒนา Microcontroller มีอุปกรณ์ในราคาสูงมากจึงไม่เหมาะนำมาฝึกใช้งานจริง ถ้าเรายังมือใหม่อยู่แนะนำให้ทำความรู้จักกับ Arduino เพื่อชีวิตที่ดีกว่าทั้งประหยัดเงินและเขียนโปรแกรมได้ไม่ยาก

อ้างอิงรูปจาก: o.mneina.googlepages.com/what_is_microcontroller.htm

ที่มา : http://www.duinothumb.com/articles/intromicrocontroller



ประวัติ Intel/AMD/Apple A4




ที่มารูปภาพ : http://bc54231.blogspot.com/2011/07/cpu-intel.html

1. Intel เป็น บริษัทผู้ผลิตซีพียูที่เก่าแก่และมีการพัฒนา มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ซีพียู 8086 , 8088 และซีพียูในตระกูล 80x86 เรื่อยมา จนมาถึง Celeron , Pentium II และ III ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค Celeron II, Pentium 4 และ Pentium 4 Extreme Edition ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อย่างกว้างขวาง เรื่อยมาจนมาถึงยุคของ Celeron D และ Pentium 4 ภายใต้รหัส Processor Number ใหม่ รวมไปถึงซีพียูในกลุ่ม Dual และ Quad-Core อย่าง Pentium D , Pentium Dual-Core, Pentium Extreme Edition , Core Duo, Core 2 Duo, Core 2 Quad และ Core 2 Extreme ที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคซีพียูในแบบ Dual & Multi-Core บนเครื่องซีพีที่ใช้กันอยู่แพร่หลายในปัจจุบัน รวมทั้งซีพียูบนโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่อย่าง Nehalem ที่จะมาพร้อมกันแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า Core i7

ADM Logo - Color

ที่มารูปภาพ : http://www.bloggingstocks.com/category/adm/

2. แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์, Inc. หรือ เอเอ็มดี เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งเมื่อ ปี ค.ศ. 1969 โดยพนักงานเก่าจากบริษัท Fairchild Semiconductor โดย เอเอ็มดี ผลิตสินค้าเกี่ยวกับ เซมิคอนดัคเตอร์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเป็นผู้พัฒนา ซีพียู และเทคโนโลยีต่างๆ ออกสู่ตลาด และ ผู้ใช่ทั่วไปโดยที่สินค้าหลักของบริษัทคือ ไมโครโพรเซสเซอร์,เมนบอร์ดชิปเซ็ต,การ์ดแสดงผล,ระบบฟังตัว สำหรับคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์,คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล,ระบบฝังตัว
        AMD เป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ในตลาดของไมโครโพรเซสเซอร์ ที่มีพื้นฐานอยู่บน x86 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปกราฟิกการ์ดรายใหญ่ของโลก และ ยังผลิตหน่วยความจำแบบแฟลช โดยในปี 2010 AMD เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อันดับที่ 12 ของโลก
        AMD นับเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอินเทลในตลาดไมโครโพรเซสเซอร์ และมีคดีความฟ้องร้องกันอยู่ในหลายประเทศ เรื่องอินเทลผูกขาดการค้า ปัจจุบันได้ทำการยอมความกันไปแล้ว



ที่มารูปภาพ : http://www.vcharkarn.com/vblog/114594

3. Apple A4 ได้เปิดตัว (พร้อมกับ iPad) เมื่อ 27 มกราคม 2553  ในช่วงที่ Apple กำลังสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมามากมาย
      7 มิถุนายน 2553    สตีฟ จ๊อบส์ ประกาศยืนยันในที่สาธารณะว่า  iPhone 4 จะมี A4 Processor ถึงแม้ว่าช่วงนั้น A4 จะไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนัก แต่มันก็มีช่วงความถี่เดียวกันกับ iPad ความกว้างของบัสหรือแคชที่เหมือนกับ A4 ที่พบก่อนหน้าที่จะผลิต iPad 
      1 กันยายน 2553    iPod Touch และ AppleTV มีการปรับปรุงเพื่อให้ใช้ได้กับ A4 Processor


ที่มา :  http://bc54231.blogspot.com/2011/07/cpu-intel.html)
ที่มา :  http://www.vcharkarn.com/vblog/114594)

Microprocessor ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ใน PC/Macintosh/Notebook/SmartPhone/Tablet


เป็นไปตามธรรมเนียมของ Intel เมื่อครบปี Intel จะปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมใหม่ของซีพียูสักครั้ง





บนจังหวะของ Tick -Tock? ซึ่งทุกปี Intel จะเปลี่ยนซีพียู 1 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัย Pentium 4 > Core 2 Duo > Core I (Nehalem)? > Core I Gen 2 (Sandy Bridge) > Core I Gen 3 (Ivy Bridge) และล่าสุดที่ Intel จะเปิดตัวในปีนี้ Core i Gen 4 (Haswell) โดยทุก ๆ ช่วงที่เป็น Tick มันจะเป็นช่วงที่เปลี่ยนแปลง Generation หรือเป็น Major Change ส่วนช่วงที่เป็น Tock นั้นจะเป็น Minor Change ซึ่งประสิทธิภาพจะไม่ได้ต่างกันมาก? แต่การเปลี่ยนจาก Core I Gen 3 (Ivy Bridge) มาเป็น Core i Gen 4 (Haswell) จะอยู่ในจังหวะ Tick ซึ่งหมายความว่าจะเปลี่ยนสถาปัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นซ๊อกเก็ต ประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้พลังงานซึ่ง Intel คุยมาแต่ไกลเลยว่าแรงขึ้น แต่กินไฟน้อยลงว่า Core I Gen 3 (Ivy Bridge)





แม้ Core i Gen 4 (Haswell) จะยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 22nm แบบ Core I Gen 3 (Ivy Bridge) แต่จะมีอัตราการประหยัดพลังงานที่ดีกว่ารุ่นก่อนมาก โดย Intel ปรับอัตราการใช้พลังงาน (TDP) สำหรับโนัตบุ๊กและ Ultrabook ให้เริ่มต้นในช่วง 15-20W จากที่ในปัจจุบันใน Core I Gen 3 (Ivy Bridge) อยู่ที่ราวๆ 35-45W ด้วยกัน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถใช้พลังงานได้ดีขึ้นมาจากการเพิ่มระดับการทำงานของซีพียูเข้าไปอีกหรือก็คือ Sleeping State S0ix เช่น Soi1 หรือ S0i3 ที่จะอยู่ตรงกึ่งกลางของช่วงระดับ S0 กับ S1 ยกตัวอย่างเช่นการใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ S0 และเมื่อปิดฝาจอลงมา จากเดิมที่จะลงมาอยู่ในระดับ S3 ก็จะเป็น S0ix แทน ซึ่งมีการกินไฟเทียบเท่ากับ S3 แต่สถานะของชิปประมวลผลยังอยู่ในสภาวะพร้อมปลุกขึ้นมาทำงานได้ด้วยความเร็ว เหมือนว่าเราไม่ได้ sleep เครื่องลงไปเลย ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงานและการเปิดเครื่องกลับมาใช้งาน ที่เร็วกว่าเดิมมาก ซึ่งขั้นตอนที่คล้ายคลึงกันนี้มีอยู่แล้วใน OS X ดังจะสังเกตได้ว่าเครื่องแมคจะ sleep และเปิดเครื่องขึ้นมาได้เร็ว รวมถึงระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างยาวนานกว่าโน้ตบุ๊กและ Ultrabook หลายๆ ตัวอยู่พอสมควร แต่ใน Intel Haswell นั้นจะมีการติดตั้งระบบ S0ix มาในชิปเลย?


นอกจากเรื่องการจัดการพลังงานที่ถือเป็นจุดเด่นของ Intel Haswell แล้ว ในส่วนของการประมวลผลยังมีการปรับปรุงไปไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแบนด์วิธของแคช การเพิ่มชุดคำสั่งเพื่อให้สามารถประมวลผลได้เร็วขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มชุดคำสั่งด้านความปลอดภัย เพื่อเข้ามาสนับสนุนออปชั่นเดิมอย่าง Intel Anti-Theft ที่ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 4.0 แล้ว ระบบ L3 Cache ก็มีการปรับเปลี่ยนกลับมาใช้ในแบบ Gen 1 (Nehalem) ซึ่งจะทำให้ L3 มีความเร็วเฉพาะของตัวเองไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเร็วของซีพียูอีกต่อไปแบบใน Gen 2,3 ทำให้เกิดปัญหาคอขวดเวลาซีพียูทำงานช้าๆ L3 ก็จะช้าตามไป ซึ่งแบบใหม่นี้จะทำให้ L3 เป็นอิสระแม้ซีพียูทำงานช้า ก็ยัง
สามารถส่งข้อมูลให้ระบบได้เร็วเหมือนเดิม



image

  • เพิ่มคำสั่ง RapidStart ซึ่งจะช่วย Boot เครื่องได้เร็วขึ้นภายใน 2 วินาทีเท่านั้น โดยฝั่งเข้าไปในซีพียุ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาจาก Chip และตัว OS
  • อัพเกรทชุดคำสั่ง Intel AVX เป็นเวอร์ชั่น 2.0
  • ชิปเซตจะมี bandwidth ที่กว้างขึ้น ปรับปรุงระบบ PCIe จาก 2.0 เป็น PCIe 3.0
  • Notebook เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้นกว่า 8 ชั่วโมง
  • การรองรับเทคโนโลยี NFC (near-field communication)
  • เพิ่มพอร์ต Thunderbolt เข้ามาเป็นมาตรฐาน
  • แรมยังคงรองรับ Bus สูงสุดที่ 1,600 MHz เท่าเดิม


image

image


GPU นั้นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยด้วย โดยจะมีการซอยย่อยเป็น 3 รุ่น GT1 (HD4500), GT2 (HD4600) และ GT3 (HD5200)? ที่ความเร็วและความสามารถจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่โดยพื้นฐานก็คือรองรับ DirectX 11.1, OpenCL 1.2 และ OpenGL 4.0 ซึ่งจากเดิมจะใน HD 4000 แต่จะต่างกันที่ความเร็วของ GPU ตามรุ่นของซีพียู
  • GT1 (HD4500) , GT2 (HD4600) โดยประสิทธิภาพจะใกล้เคียงกันมาก แต่จะต่างที่ตัวความเร็วของ GPU
  • GT3 (HD5200) นั้นจะต่างออกไปนอกจากความเร็วของตัว GPU แล้ว ยังเพิ่มจุดคำสั่งเข้ามาอีกชุด ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วเป็น 2 เท่าของ GT1,GT2

image

Core i Gen 4 (Haswell) ชุดแรกจะเปิดตัวรุ่น Core i7-4xxx ก่อนตามธรรมเนียม ในช่วง Q2/2013 หรือประมาณต้นเดือนมิถุนายนในงาน Computex 2013 เพราะฉะนั้นตอนนี้หลายๆแบรนด์ก็จะเริ่มทยอยดัน Core i7-3xxx ให้หมดก่อน จึงอาจจะเกิดช่วงที่ Core i7 ขาดตลาดบ้างแต่ก็ไม่นาน เราก็คงจะได้เห็น Core i7-4xxx เข้ามาแทนทั้งเครื่อง PC และโน้ตบุ๊ก ซึ่งรุ่นใหม่ที่เข้ามาจะขึ้นด้วย 4xxx แล้วตามด้วยรหัสท้ายซึ่งเป็นตัวระบุประสิทธิภาพและฟังค์ชั่นพิเศษโดยจะมีรหัสที่เราต้องจำเพิ่มขึ้นไปอีกจากเดิมมีแค่ U ,M ,QM
  • M – Mobile processor (ซีพียูสำหรับอุปกรณ์พกพาเน้นประหยัดพลังงาน โดยจะใช้การ์ดจอ HD4600/GT2)
  • Q – Quad-core? (เป็นซีพียูแบบ 4 แกนหลัก จากเดิมจะใช้คำว่า QM)
  • U – Ultra-low power (ซีพียูที่ประหยัดพลังงานมาเป็นพิเศษ Ultrabook ,Tablet)
  • X ? ‘Extreme’? (ซีพียูรุ่น top จะแรงสุดและกินพลังงานมากเป็นพิเศษ)
  • Y – Extreme-low power (ซีพียูประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังประหยัดพลังงานกว่ารุ่นปรกติ)
  • H – High performance GPU (ตัวจีพียูเป็นรุ่นสูงสุดหรือก็คือ HD5200/GT3e)

?image

แม้ตอนนี้ Core i Gen 4 (Haswell) ยังไม่มีผลทดสอบอย่างเป็นทางการออกมา เพราะต้องรอ Intel เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Computex 2013 ต้นเดือนมิถุนายนนี้ แต่ดูจากผลทดสอบที่ Intel ปล่อยออกมา รวมถึงสถาปัตยกรรมของซีพียูตัวใหม่และความคาดหวังของ user ทั่วโลก น่าจะเป็นอีกหนึ่งซีพียูที่เข้ามาผลิกโฉมวงการ IT ได้ เพราะนอกจากวงการโน้ตบุ๊ก PC แล้ว ยังหมายรวมถึงวงการ Tablet Smartphone ที่จะได้อานิสงค์ของซีพียู Core i Gen 4 (Haswell) ตัวใหม่นี้ด้วยแนวคิดง่ายๆแรงขึ้นแต่ประหยัดพลังงานกว่าเดิม? คงต้องรอดูกันนะครับว่าจะแจ่มจริงดัง Intel ว่ามาขนาดไหน